วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

การทำช็อกโกแลต

การทำช็อกโกแลต ฟองดอง
ชุ่มฉ่ำกับช็อกโกแลต ฟองดอง ร้อนๆ
ที่ไหลเยิ้มราวกับสายธารลาวาแห่งช็อกโกแลต



วิธีทำ Center Ganache

+ ตั้งหม้อสำหรับหลนส่วนผสมในน้ำอุ่นปานกลาง, ใส่เนยลงไปในหม้อหลนแล้วคนให้ละลาย จากนั้นจึงใส่ ดาร์ก ช็อกโกแลต แล้วคนต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งส่วนผสมเหลวเข้ากัน
+ ยกขึ้นจากน้ำอุ่นเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้แล้วนำไปแช่เย็นประมาณ 15-20 นาที 
วิธีทำ Sponge Mix+ เตรียมเครื่องสำหรับตีสปอง จากนั้นจึงตอกไข่ไก่ทั้งไข่ขาวและไข่แดงลงไป 4 ฟอง อีก 4 ฟองที่เหลือให้แยกเฉพาะไข่แดงใส่น้ำตาลทราย แล้วตีให้เข้ากันด้วยความเร็วปานกลางจนส่วนผสมเนียนฟู
+ หลน ดาร์ก ช็อกโกแลต และเนยละลายเหมือนกับส่วนผสม Center Ganache
+ เมื่อ ดาร์ก ช็อกโกแลต เหลวเข้ากันแล้วจึงนำไปผสมกับสปอง ที่เตรียมไว้ใส่แป้งเค้กสำเร็จรูปลงไป, ตีส่วนผสมต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วปานกลางจนกระทั่งเนื้อสปองเนียนนุ่ม
+ เตรียมพิมพ์สำหรับฟองดองด้วยการวางกระดาษไขไว้ด้านล่างและรอบๆ
+ ค่อยๆ เทสปองลงไปในพิมพ์ครึ่งหนึ่ง
+ จากนั้นจึงแกะ Center Ganache ออกจากพิมพ์ที่แช่เย็นไว้แล้วใส่ลงไปกลาง
+ ช็อกโกแลต ฟองดอง เทสปองทับอีกครั้ง นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ประมาณ 8-10 นาที
+ เมื่อช็อกโกแลต ฟองดอง ได้ที่แล้วจึงนำออกจากเตาอบแกะพิมพ์และกระดาษไขให้เรียบร้อย เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมไอศกรีมวานิลลาและสตรอเบอร์รี่ซอสเข้มข้น


ส่วนประกอบ Center Ganacheเนยละลาย  200 กรัม
ดาร์ก ช็อกโกแลต 200 กรัม
พิมพ์สำหรับช็อกโกแลต
ส่วนประกอบ Sponge Mixเนยละลาย 180 กรัม
น้ำตาลทราย 150 กรัม
แป้งเค้กสำเร็จรูป 125 กรัม
ดาร์ก ช็อกโกแลต 100 กรัม
ผงโกโก้ 25 กรัม
ไข่ไก่ 4 ฟอง
ไข่แดง 4 ลูก
พิมพ์สำหรับทำฟองดอง, กระดาษไข


หัวใจสำคัญสำหรับการทำ ช็อกโกแลต ฟองดอง นั่นก็คือการใช้ ดาร์ก ช็อกโกแลต เป็นส่วนผสม ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช็อกโกแลตสำหรับทำขนมที่มีสัดส่วนของ โกโก้ แมส ไม่น้อยกว่า 60% และใช้ โกโก้ บัตเตอร์ เป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่

การทำไอศครีม

ไอศครีม” ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังเป็นของโปรดของเด็ก ๆ รวมถึงผู้ใหญ่หลาย ๆ คน ซึ่งต่อให้เป็นช่วงฤดูหนาว แต่ด้วยรสชาติหอมหวาน อร่อยชื่นใจ ไอศครีมก็ยังขายได้ขายดี โดยไอศครีมนั้นก็มีมากมายหลายชนิด รวมถึง “ไอศครีมผลไม้” ที่ไม่มีส่วนผสมของนม ไข่ ไขมันจากสัตว์ ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ที่ชอบทานไอศครีม แต่ห่วงสุขภาพ-ทรวดทรง

วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลไอศครีมผลไม้มาฝากกัน....เมื่อเร็ว ๆ นี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” ร่วมเดินทางไปกับคณะของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไปที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อไปดูความสำเร็จของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่

น้อย-ดารา วงศ์วรรณ อายุ 42 ปี เจ้าของร้านมิสซิสไอซี่ (MRS.ICY) ที่ผลิตและขาย “ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ” ซึ่งมีกว่า 43 รสชาติ โดยส่วนใหญ่จะใช้ผลไม้ในท้องถิ่น และสมุนไพรต่าง ๆ ก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ทีมงานได้ไปพบ

คุณน้อยเล่าว่า เรียนจบปริญญาตรีสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะนำผลไม้ต่าง ๆ มาแปรรูปด้วย เพราะทางบ้านนั้นมีสวนผลไม้อยู่

ในตอนแรกก็ทำเป็นแยม โดยทำเป็นงานอดิเรกไว้รับประทานในหมู่ญาติและเพื่อน ๆ ต่อมาจึงทำขายด้วย ทำเป็นน้ำผลไม้ออกขายเพิ่มเติมจากแยม ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะไม่มีการใส่สารกันบูด สารปรุงแต่ง

ทั้งแยมผลไม้และน้ำผลไม้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพื่อน ๆ ก็เลยเชียร์ให้ทำ “ไอศครีมผลไม้” ด้วย ซึ่งตอนแรกก็ไม่อยากทำเพราะไม่มีความรู้เรื่องไอศครีมเลย แต่ด้วยแรงเชียร์ก็เริ่มที่จะศึกษาด้วยตัวเอง โดยมีแนวความคิดว่าจะต้องทำเป็น “ไอศครีมเพื่อสุขภาพ” ไอศครีมที่ทำจะต้องไม่มีส่วนผสมของนม ไข่ ไขมันจากสัตว์ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง สารกันบูด และจะต้องไม่หวานมาก

ทดลองทำ พัฒนาอยู่ประมาณ 1 ปี ก็ได้สูตรไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ ซึ่งในการทำระยะแรก ๆ นั้นมีอยู่ 20 รสชาติ นำทั้งผลไม้ท้องถิ่นมาทำ ไม่ว่าจะเป็น เสาวรส, มะเกี๋ยง, มะนาว, สตรอเบอรี่, มะม่วง, กระเจี๊ยบ ฯลฯ รวมถึงใช้พืชสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็น ขิง, ตะไคร้, สะระแหน่, งาดำ ฯลฯ มาพัฒนาดัดแปลงทำเป็นรสชาติไอศครีม จนเดี๋ยวนี่รสชาติไอศครีมของร้านมิสซิสไอซี่มีกว่า 43 รสชาติ

คุณน้อยบอกอีกว่า อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีในการทำไอศครีมขายหลัก ๆ ก็ได้แก่ เครื่องปั่นไอศครีม ที่เหลือก็จะเป็นอุปกรณ์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหม้อ เครื่องตวง เตาแก๊ส ทัพพี ฯลฯ
สำหรับเครื่องปั่นไอศครีมนั้น ถ้าเป็นราคาเครื่องที่สั่งทำพิเศษของร้านมิสซิสไอซี่ ราคาอยู่ที่เครื่องละ 200,000 บาท แต่ถ้าเป็นเครื่องเล็ก ๆ ที่มีขายอยู่แล้ว เครื่องละ 6,000 บาทก็พอใช้ได้แล้ว สำหรับผู้ที่เริ่มลงทุนใหม่ ส่วนวัตถุดิบที่ต้องใช้ก็มีผลไม้ต่าง ๆ พืชสมุนไพร น้ำสะอาด น้ำตาล และไขมันจากพืช (น้ำมันมะกอก)

ขั้นตอนการทำไอศครีม คุณน้อยแจกแจงว่า เริ่มจากการนำผลไม้หรือพืชสมุนไพรที่ต้องการจะทำไอศครีมรสชาตินั้น ๆ มาทำการแปรรูป ผ่านกรรมวิธีเพื่อที่จะได้ออกมาในรูปของน้ำ

ใช้น้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่ได้ประมาณ 80% ผสมน้ำสะอาดประมาณ 5% แล้วทำการต้มเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ระหว่างต้มก็ใส่เนื้อของผลไม้นั้น ๆ ประมาณ 14% ใส่ไขมันจากพืชคือน้ำมันมะกอก 1% และน้ำตาลเล็กน้อย ผสมลง ไปต้มแค่พอเดือด จากนั้นก็ยกลงพักไว้ผลไม้ที่นำมาทำไอศครีมควรใช้ผลไม้ที่มีความแก่จัด เวลาทำออกมาจะได้รสชาติ และกลิ่นของผลไม้นั้น ๆ อย่างเต็มที่

ขั้นตอนต่อไป หลังจากน้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อโรคเย็นสนิทแล้ว ก็นำไปปั่นในเครื่องปั่นไอศครีม ใช้เวลาปั่นประมาณ 15-20 นาที สังเกตดูพอเนื้อเนียนก็ใช้ได้

หลังจากปั่นจนได้ที่ก็ทำการเทจัดเก็บไว้ในกล่องที่เตรียมไว้ จากนั้นก็นำไปทำกรรมวิธีต่อไป คือการบ่ม ซึ่งการบ่มก็คือการนำไปแช่เก็บไว้เพื่อเป็นการทำให้เนื้อไอศครีมได้เซทตัว ใช้เวลาบ่มประมาณ 6 ชั่วโมงก็จะใช้ได้

ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำที่ไม่มีการใส่สารกันบูดนี้ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานประมาณ 1 ปี แต่ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ -18 องศาเซลเซียส

การขาย “ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ” ของร้านมิสซิสไอซี่ คุณน้อยบอกว่า มีทั้งขายเป็นแพ็ก ๆ ละ 3 กก. ราคา 240 บาท/กก. หรือแพ็กละ 720 บาท และขายแบบเป็นถ้วย ๆ ละ 20 บาท

ในส่วนของต้นทุนต่าง ๆ รวมทั้งหมด คุณน้อยบอกว่า จะอยู่ที่ไม่เกิน 85%

ร้าน “ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ” มิสซิสไอซี่ ของคุณน้อย อยู่ที่ 119/50 หมู่ 5 ถนนมหิดล ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ใครสนใจจะสั่งไอศครีม ซึ่งก็มีราคาขายส่งให้นำไปขายต่อด้วย ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 0-1884-2300

การทำไอศครีม

สูตรการทำขนมเค้ก


แป้งเค้กร่อนแล้ว 2 1/3 ถ้วยตวง

ผงฟู 2 1/2 ช้อนชา



เกลือ 1/2 ช้อนชา


เนยสด 3/4 ถ้วยตวง

น้ำตาลทรายป่น 1 3/4 ถ้วยตวง

ไข่ไก่ 3 ฟอง

นมสด 1 ถ้วยตวง

วานิลลา 2 ช้อนชา

เชอร์รี่สีเขียว แดง หั่นชิ้นเล็ก ( หรือจะเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ได้นะคะ ) 1/2 ถ้วยตวง
แยมสำหรับแต่งหน้า ( ถ้าจะให้ดีก็ต้องเลิกให้เข้ากับรสชาติผลไม้ที่เพื่อนๆเลือกนะคะ )
วิธีทำ 1. ผสมแป้ง ผงฟู เกลือ เข้าด้วยกัน แล้วร่อน 3 ครั้ง

2. คนเนยให้ขึ้นฟู ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทีละน้อยจนน้ำตาลหมด ใส่ไข่ทีละฟองคนจนเข้ากันดี แล้วใส่อีก ฟองหนึ่งทำเช่นนี้จนหมด

3. ใส่แป้งที่ร่อนไว้ สลับกับนมสดให้เข้ากัน ใส่เชอร์รี่เขียว แดง วานิลลา คนพอเข้ากัน
4. เทใส่พิมพ์ที่รองด้วยถ้วยกระดาษนำเข้าเตาอบไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ นานประมาณ 25-30 นาที พอเหลืองนำออกจากเตาทิ้งไว้ให้เย็นสนิท ทาหน้าด้วยแยมส้ม แต่งด้วยลูกเชอร์รี่ให้สวEงาม


วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ

                                                                                                                                               ฟาร์จระเข้ตั้งอยู่ถนนท้ายบ้าน ตำบลท้ายบ้าน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร หรือสามารถเข้าทางถนนสุขุมวิท (สายเก่า) เทศบาลบางปูซอย 46 ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2493 ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ภายในเป็นสถานเพาะเลี้ยงจระเข้ขนาดต่าง ๆ กว่า 60,000 ตัว มีการแสดงโชว์จระเข้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–16.00 น. ทุก ๆ 1 ชั่วโมง (พักเที่ยง) วันหยุดเพิ่มรอบ 12.00 น.และ 17.00 น.  นอกจากนี้ยังมีการแสดงของช้างแสนรู้ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก โดยมีการแสดงทุก 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 -16.30 น. ทุกวัน นอกจากการเลี้ยงจระเข้แล้ว ภายในฟาร์มยังมีสัตว์อื่น ๆ อีก เช่น เสือ ลิงชิมแปนซี  ชะนี เต่า งู  นก อูฐ ฮิปโปโปเตมัส กวาง และปลาจำนวนมาก  นอกจากนี้ยังสามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ได้จัดแสดงกระดูกและหุ่นจำลองไดโนเสาร์ พร้อมการฉายสไลด์มัลติวิชั่น เรื่องของมนุษย์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ด้วย
าร์ม จระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการแห่งนี้เปิดให้เข้าชม  ทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. ค่าบัตรผ่านประตู ผู้ใหญ่คนละ 60 บาท เด็ก 30 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 300 บาท   เด็ก 200 บาท การเข้าชมเป็นหมู่คณะหรือสถาบันการศึกษาที่ต้องการวิทยากร ควรมีหนังสือติดต่อล่วงหน้าไปที่ ฟาร์มจระเข้ และสวนสัตว์สมุทรปราการ เลขที่ 555 ถนนท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10280 หรือ โทร. 0 2703 4891, 0 2703 5144-8
การเดินทาง
นอก จากรถส่วนตัวแล้ว สามารถใช้บริการรถเมล์ปรับอากาศ ขสมก. สาย 536 ฟาร์มจระเข้-อนุสาวรีย์ชัย หรือสาย 507, 508 และ 511 หรือรถเมล์ธรรมดาสาย 25 และ 102 ไปยังจังหวัดสมุทรปราการ  แล้วต่อรถสองแถวปากน้ำ – ฟาร์มจระเข้ ที่ป้ายหลักเมือง หรือจะขึ้นรถตุ๊ก ๆ ในราคา 40 บาท



Read more: http://www.paknam.com/thai/crocodile-farm.html#ixzz0zayFDBpQ

ดอยอินทนนท์

กล่าวถึงจังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ข้านชื่อและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง ก็คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์  ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย จะประกอบด้วยภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ลักษณะส่วนใหญ่ของภูเขาจะเป็นหินแกรนิต พื้นที่เป็นลานหินถ้ำมีแม่น้ำปิงไหลผ่านทางภาคตะวันออกและแม่น้ำแจ่มไหลผ่านทางด้านตะวันตก อากาศหนาวเย็น ดอกไม้เมืองหนาว ชาวเขาบนยอดดอยและวิวทิวทัศน์อันงดงาม คือ สีสันที่มีชีวิตชีวาของ สถานที่ท่องเที่ยวดอยอินทนนท์ แห่งนี้
 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์,ดอยอินทนนท์,สถานที่ท่องเที่ยวจอมทอง,ที่พักจอมทอง,ร้านอาหารจอมทอง,สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ จอมทอง,ที่พักเชียงใหม่ จอมทอง,ร้านอาหารเชียงใหม่ จอมทอง

















ประวัติความเป็นมา
แต่เดิมนั้นดอยอินทนนท์มีชื่อว่า ดอยอ่างกา ในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์ทรงรักและหวงแหนป่าแห่งนี้เป็นอย่างมาก ทรงรับสั่งว่าหากพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ให้นำอัฐส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้บนยอดดอยด้วย ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ดอยอินทนนท์ ตามพระนามของผู้ครองนครนั้น และเมื่อขึ้นไปบนยอดภูเขาสูง จะเห็นสถูปบรรจุพระอัฐของพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ประดิษฐานอยู่
ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ
สภาพภูมิประเทศ : ประกอบด้วยภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร โดยที่ป่าอินทนนท์เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำแม่กลาง แม่ป่าก่อ แม่ปอน แม่ยะ แม่แจ่ม แม่ขาน และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแม่ปิงซึ่งเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล คลิกดู การเดินทางไปดอยอินทนนท์
สภาพอากาศ
เนื่องจากดอยอินทนนท์มีความสูงมากถึง 2,565 เมตร อากาศจึงหนาวเย็นตลอดปีโดยในเดือนมกราคมเป็นเดือนที่มีอากาศหนาวเย็นมากที่สุดแระมาณ 5.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิใกล้เคียงกับประเทศคานาดา และอุณหภูมิลดลงถึง -8 องศาเซลเซียส แต่อย่งไรก็ตามจะมีฝนตกบ้างในเดือนพฤศจิกายนและมีเมฆหมอกปกคลุมตลอดเวลา
พรรณไม้และสัตว์ป่า
ป่าไม้ชนิดต่าง ๆ ที่ขึ้นบนยอดดอยสูงนั้นถือเป็นมรดกที่มีค่ามากในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งประกอบด้วยป่าไม้หลายชนิด เช่น ป่าดงดิบชื้น ป่าสน ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ พันธุ์ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สัก ตะเคียน สนเขา เต็ง เหียง แดง ประดู่ รกฟ้า มะค่า เป็นต้น ดอกไม้สีสวยงามหลายชนิดที่สร้างสีสันให้กับยอดดอยอิทนนท์ไม่น้อย อันได้แก่ ฟ้ามุ่ย ช้างแดง รองเท้า นารีและกุหลาบป่าสำหรับสัตว์ป่ามีจำนวนมากกว่า 446 สายพันธุ์ แต่สัตว์ที่โดดเด่นของดอยอินทนนท์กลับเป็นสัตว์เล็ก ๆ เช่นเต่าหกเป็นเต่าบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บริเวณชุ่มน้ำและลำห้วยตั้งแต่ กม. 31 ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติจนถึงระดับความสูง 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางก็เป็นแหล่งอาศัยของกะท่าง รวมทั้งปลาค้างคาวที่พบตามสำน้ำ กม.   24-31
          ปาย เป็น อำเภอเล็กๆ ทางตอนเหนือของ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปาย ถือเป็นแหล่ง ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจเพราะใน ปาย มี สถานที่ ท่องเที่ยว มากมาย อาทิ ห้วยน้ำดัง วัดพระธาตุแม่เย็น แถมใกล้ๆ ปาย ยังมี ปางอุ๋ง สถานที่ ท่องเที่ยว บรรยากาศดีๆ อีกด้วย ว่าแล้วเราก็ไป เที่ยว ปาย ไป เที่ยว ปางอุ๋ง แบบฉบับย่อก่อนดีกว่าค่ะ
ปาย


            โอ๊ะโอ่... เผลอแป๊บเดียว "ลมหนาว" กำลังจะมาเยือนอีกแล้ว หลายๆ คนคงกำลังรอคอยลมหนาวให้พัดผ่านมาอีกครั้งใช่มั้ยล่า... เพราะหน้าหนาวเป็นช่วงที่คนไทยชื่นชอบเอามากๆ อากาศไม่ร้อนมากนัก (จากที่ร้อนสุดๆ กันมาแล้วในหน้าร้อน) ฝนฟ้าก็ไม่มีตกให้ต้องกังวลใจ แถมหลายๆ จังหวัดในเมืองไทย ก็ยังอากาศดี๊ดี...เย็นสบาย น่าไปพักผ่อนตากอากาศยิ่งนัก บางแห่งก็ปกคลุมไปด้วยไอหมอก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่น่าเย้ายวนใจเป็นที่สุด
             และเมื่อนึกถึงสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องการท่องเที่ยวในไอหมอก เมืองสามหมอกอย่างแม่ฮ่องสอน ก็คงจะเป็นอันดับต้นๆ ที่จะต้องพูดถึง และแน่นอนที่สุด "ปาย" คือเมืองในหมอกที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันถึง ปาย... เมืองเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาสูงตระหง่าน เป็นรอยต่อชายแดนไทย - พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด ที่แห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆ ยามเช้า และด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ทำให้เมือง ปายยังคงความเป็นธรรมชาติ ไว้สูง ความเจริญทางวัตถุยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงที่นี่ได้มากนัก เอกลักษณ์เหล่านี้ดึงดูดนักเดินทางให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองปายได้นัก ต่อนัก

            
แน่นอนว่าใครที่ได้มาเยือนเมืองปาย คงอดไม่ได้ที่จะตื่นขึ้นมาสัมผัสไอหมอกตั้งแต่เช้าตรู่ จิบกาแฟหอมกรุ่น พร้อมอาหารเช้าแบบชาวพื้นเมือง หรือถ้าอยากชมบรรยากาศของเมืองก็สามารถเช่าจักรยานขี่เที่ยวชมเมืองได้สบายๆ หรือล่องแก่งแม่น้ำปาย ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ หรือจะเลือกขี่ช้าง เดินป่า ก็ย่อมได้ตามสไตล์ของนักลุยเลยล่ะค่ะ
             แต่ถ้าใครอยากท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ แล้วล่ะก็ ที่ปายก็มีตัวเลือกให้คุณๆ เพียบ!! ทั้งสถานที่ทางศาสนาอย่าง "วัดกลาง" ซึ่งภายในวัดมีพระเจดีย์องค์ใหญ่ ศิลปะไทย  ใหญ่แท้ ประดิษฐานอยู่กลางลานวัด มีเจดีย์ทรงมอญรายล้อมโดยรอบ ใต้เจดีย์ทำเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวัน เหนือฐานเจดีย์องค์ใหญ่ทำเป็นมณฑปยอดมงกุฎ

เกาะเสม็ด

เกาะเสม็ด เชื่อกันว่าคือเกาะแก้วพิสดาร ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อของระยอง ที่ได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทย และชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่ตำบลเพ อำเภอเมือง อยู่ห่างจากชายฝั่งบ้านเพประมาณ 6.5 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 3,125 ไร่. images 
เกาะเสม็ดมีลักษณะเป็นเกาะรูปสามเหลี่ยม ส่วนฐานของเกาะอยู่ด้านทิศเหนือ ซึ่งหันเข้าสู่ฝั่งบ้านเพ มีภูเขาสลับซับซ้อนกันอยู่ 2-3 ลูก มีที่ราบอยู่ตามริมฝั่งชายหาด ส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านเหนือ และตะวันออก เหตุที่มีชื่อว่า "เกาะเสม็ด" เพราะเกาะนี้มีต้นเสม็ดขาว และเสม็ดแดงขึ้นอยู่มาก การท่องเที่ยวของ เกาะเสม็ด นั้นสามารถ เที่ยวได้ทั้งปี เพราะการเดินทางนั้นอยู่ใกล้กรุงเทพ และการเดินทางสะดวก


ภูเขาหินปะการัง

  
 ภูเขาหินปะการัง หรือชาวบ้านเรียกกันว่า เขาหน่อ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หมู่ 8 บ้านเขาเพิ่มพัฒนา ตำบลซับพุทรา อำเภอชนแดน อยู่ในเทือกเขาชนแดน เป็นภูเขาหินสูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,200 เมตร มี ความลาดชันราว 45 องศาฯ ลักษณะแปลกตา แตกต่างจากภูเขาที่อยู่ข้างเคียง เต็มไปด้วยหินแหลมคมสีเทาโผล่ขึ้นมาทั่วบริเวณ มองดูคล้ายปะการังหินบางลูกเมื่อใช้วัตถุเป็นไม้ หรือเหล็กเคาะจะมีเสียงดังก้องกังวานคล้ายเสียงระฆังพบอยู่โดยรอบครอบคลุม ภูเขาทั้งลูก มีต้นไม้ขึ้นสลับหลายชนิด โดยเฉพาะต้นจันทน์ผาที่เป็นไม้มงคลหายาก ขึ้นอยู่ท่ามกลางป่าเบญจพรรณ บนยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์ได้
ติดต่อ องค์การบริหารส่วนตำบลซับพุทรา โทร. 0 5681 1003

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 ไปจนถึงแยกนาเฉลียง แล้วเลี้ยวซ้ายไปตำบลซับพุทธา ประมาณ 16 กิโลเมตร จนถึงสามแยกแล้วเลี้ยวขวาไปทางอำเภอชนแดน ประมาณ 5 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไปเขาหินปะการัง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร 


สวนรุกขชาติซับชมภู


สวนรุกขชาติน้ำตกซับชมภู ต.บ้านโภชน์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์
สวน รุกขชาติซับชมภู สวนรุกขชาติน้ำตกซับชมภู ตั้งอยู่ที่บ้านซับชมภู หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านโภชน์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีพื้นที่ 180 ไร่ เป็นแหล่งความรู้ทางพฤกษศาสตร์มีทั้งป่าไม้เบญจพรรณ สมุนไพรนานาชนิด ภายในสวนรุกขชาติตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับที่สวยงาม มีน้ำตก 3แห่ง ได้แก่ น้ำตกหินงาม น้ำตกไทรงาม และน้ำตกธารงาม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป่าไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. 0 5671 1446
การเดินทาง
จาก จังหวัดเพชรบูรณ์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21ผ่านบ้านวังชมภูทางไปอำเภอหนองไผ่ ประมาณกิโลเมตรที่ 156 แล้วแยกขวาเข้าทางสายบ้านโภชน์-วังปลาไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร

ทะเลหมอกเขาค้อ


เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมทิวเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอเขาค้อ เหตุที่เรียกกันว่า เขาค้อ เป็นเพราะป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาวและมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์
เขา ค้อประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย ยอดเขาค้อ มีความสูงประมาณ 1,174 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เขาย่าสูง 1,290 เมตรและเขาใหญ่ สูง 865 เมตร นอกจากนั้นยังมีเขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย และเขาอุ้มแพ ลักษณะป่าไม้ในแถบนี้เป็นป่าเต็งรังหรือป่าไม้สลัดใบ ป่าสน และป่าดิบ ที่น่าสนใจก็คือ พันธุ์ไม้ตระกูลปาล์ม ลักษณะคล้ายต้นตาล แต่ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก แม้ปัจจุบันป่าจะถูกถางไปมากก็ตาม แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง
สถานที่ท่องเที่ยงบนเขาค้อ นอกจากสถานที่ที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้ว เขาค้อยังมีความสวยงามให้ชื่นชมได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการขึ้นไปชมทะเลหมอกในฤดูหนาว ซึ่งมีที่พักหลายแห่งสามารถเห็นทะเลหมอกที่สวยงามได้ในตอนเช้า ส่วนในฤดูร้อนก็ยังมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชม เนื่องจากมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำ ทำให้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี

ทะเลหมอกบนเขาค้อ บริเวณที่เกิดทะเลหมอกบนเขาค้อ คือบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย ซึ่งอยู่ด้านล่างของถนนเส้นทางหลักสาย 2196 บริเวณใกล้ๆ กับที่ทำการอ.เขาค้อ สามารถชมทะเลหมอกได้เป็นระยะทางค่อนข้างยาวไกล ในช่วงเช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ถึงเวลาประมาณ 8 โมงเช้า จุดที่นิยมไปชมกันมากที่สุด คือบริเวณศาลาชมวิวเขาค้อ, จุดบริเวณที่ตั้งของรีสอร์ทเขาค้อทะเลหมอก, พรสวรรค์รีสอร์ท,เขาค้อสวิส, รุ่งอรุณรีสอร์ท, ภูอาบหมอก, บ้านทะเลหมอก และบริเวณใกล้เคียง  เช่น ชุมสายโทรศัพท์เขาค้อ และสถานที่ราชการ ที่อยู่ติดๆกัน เช่นสถานีตำรวจภูธร อ.เขาค้อ และโรงเรียนร่มเกล้าเขาค้อ 
นอก จากนี้ ยังมีรีสอร์ทอีกหลายแห่ง ที่สามารถพักแรมในบ้านพัก หรือกางเต็นท์นอน เพื่อชมทะเลหมอกยามเช้า ที่หน้าบ้านกันเลย ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณจุดชมทะเลหมอกริมถนนสาย 2196 นี้ บางรีสอร์ทอาจต้องเข้าซอย หรืออยู่ต่ำลงไปอีกนิดหนึ่ง แต่ก็สามารถชมทะเลหมอกได้เช่นกัน บางวันที่มีหมอกหนาแน่น รีสอร์ทที่อยู่ต่ำ ก็จะถูกหมอกคลุม กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลหมอก เป็นบ้านในสายหมอก ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

บริเวณจุดชมวิวเขาค้อทะเลหมอก
จุดกางเต็นท์
สามารถ กางเต็นท์ในรีสอร์ทเกือบทุกแห่ง ซึ่งจะเสียค่าบริการรายหัว ประมาณ 100-250 บาท แล้วแต่รีสอร์ท เป็นค่าที่พักรวมกับอาหารเช้า และบริการเสริมอื่นๆของรีสอร์ท แต่หากต้องการกางเต็นท์ในพื้นที่ราชการ บริเวณนี้ ก็สามารถกางเต็นท์ได้ที่ ชุมสายโทรศัพท์เขาค้อ บริเวณติดกัน รวมถึงสถานที่ราชการอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้ามากางเต็นท์พักแรม ในช่วงเทศกาล หรือหากไม่ต้องการพักแรมเบียดเสียดกัน ก็หาที่พักที่ไกลออกไปสักนิด แล้วค่อยขึ้นมาชมทะเลหมอกยามเช้า ก็สะดวกดี

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

วันเวลา..กับการเปลี่ยนแปลง

vector สวยๆ ภาพ ทำเว็บ
  ชีวิต... เปรียบเหมือนแก้วใบหนึ่ง

  ชีวิต... เปรียบเหมือนต้นกล้าต้นเล็กๆ

  ชีวิต... เปรียบเหมือนท้องฟ้า  สายลม  อากาศ...

 สักวันหนึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆๆ


  ตอนนี้ก็ผ่านเรื่องราวมาหลายร้อย  หลายพันเรื่อง

  บางเรื่องคิดว่ามันคงจะไม่รอดแน่ๆๆ  แต่ก็ผ่านมาได้

  บางเรื่องคิดว่ามันง่าย  แต่ไม่ใช่เลย  มันยากซะจน  แทบทนไม่ไหว

  คนเราก็แค่  ส่่วนหนึ่งของโลกส่วนเล็กๆ ที่แทบไม่มีใครมองเห็น

 บางทีเราคิดว่าเรื่องนี้  สำหรับเรามันใหญ่มาก

 แต่ไม่ได้คิดเลยว่า  คนอีกมากแค่ไหนที่พบเจอเหตุการณ์ที่แย่มากแค่ไหน



ที่เขียนไปไม่ได้จะบอกอะไรเพียงแค่  เตือนตัวเองเท่านั้น

 ก็เพราะ  บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็  ทำเอาเกือบแย่

 เลยพยายามนึกถึง คนอื่นๆๆ ที่เค้ต้องเจอกับเรื่องที่ยิ่งกว่าเรา  ว่าเค้ายังผ่านมาได้..


แล้วทำไม.. เรื่องแค่นี้เราจะผ่านมันไปไม่ได้


รักคือ

รัก คือ การให้ การ ให้สิ่งดี ๆ กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกคิดถึง ห่วงหา ห่วงใย ซึ่งการให้ที่ดีต้องไม่หวังสิ่งตอบแทน อาจจะมีเพียงสิ่งเดียวที่หวังจะได้กลับคืนคือ ความรักที่เค้ามีให้กลับมา
รัก คือ การเสียสละ การ เสียสละจะใกล้เคียงกับการให้ เพียงแต่การเสียสละนี้ อาจหมายถึงการยอมให้คนที่เรารักได้มีความสุข แม้เราจะต้องเป็นฝ่ายทุกข์อยู่คนเดียวก็ยินดี เช่น การเป็นฝ่ายจากไปเพื่อให้อีกฝ่ายได้พบคนที่คู่ควรกว่า คนที่มีความรักแบบนี้ได้ ถือว่าเป็นคนที่น่าทึ่ง น่ายกย่องสุด ๆ
รัก คือ ความเข้าใจ คือ การที่คนสองคน เข้าใจกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็น นิสัย ความชอบ และยอมรับในข้อดีข้อเสียของกันและกัน จำเอาไว้ให้ดีว่า คนที่ต้องเลิกกันก็เพราะเข้าใจกันไม่พอนั่นเอง
รัก คือ ความไว้ใจ คน 2 คน เมื่อตกลงคบกันควรมีความไว้ใจซึ่งกันและกันให้มาก ๆ เพราะถ้าไม่ไว้ใจกันตั้งแต่แรกก็จะหึงหวงและระแวงกันอยู่ตลอดเวลา ทหให้รักอย่างไม่มีความสุขสักนาที แม้ในยุคที่สังคมเสื่อมลงจนมีลัทธิกิ๊กเกิดขึ้น เราก็ควรจะทำข้อตกลงกันว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับคู่ของเราเด็ดขาด ถ้ามีเมื่อไรก็หมายความว่าจบเมื่อนั้น
รัก คือ การให้อภัย การ ให้อภัยจะสามารถทำลายกำแพงทิฐิที่มันสูงเกินไปลงมาบ้าง และจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นทันที เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ เราต้องให้อภัยตัวเองให้ได้ก่อน ถึงจะสามารถอภัยให้คนที่เรารักได้
รัก คือ รถเมล์ ความ รักดี ๆ มักจะผ่านมาในยามที่เราไม่พร้อม หรือมีคนอื่นอยู่แล้ว แต่เมื่อยามเราโสดสนิทต้องการความรักสุดใจขาดดิ้น เพศตรงข้ามรอบตัวก็กลายเป็นมีเจ้าของกันหมดใจ หรือไม่มีใครผ่านมาในชีวิตเลยสักคน >.< ไม่ ต่างจากรถเมล์ที่วิ่งมาไม่ขาดสายตอนเราไม่ต้องการขึ้น แต่พอต้องการขึ้นกลับหายจ้อย(เออ...จริงด้วย) ซึ่งถ้าไม่ท้อซะก่อนทั้งความรักและรถเมล์ต้องวิ่งมาหาเราแน่นอน
รัก คือ ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตของแท้ดั้งเดิมจะต้องมีทั้งรสหวานรสขมปนกันอย่างลงตัว เปรียบเหมือนกับความรักที่จะต้องมีทั้งด้านสุขและด้านทุกข์คละเคล้ากัน ตลอดช่วงระยะเวลาที่คบกัน จะให้สวีทกันอย่างเดียวก็คงเลี่ยนเกินไป แต่ถ้าจะให้ขมตลอดนั่นแสดงว่าไม่ได้รักกันแล้ว ฉะนั้นอย่าเหน็ดเหนื่อยถ้าจะต้องทะเลาะกับหวานใจบ้าง เพราะหลังจากคืนดีกันแล้วรอยยิ้มก็จะกว้างขึ้น และรักของเราก็จะแข็งแรงขึ้นด้วย
รัก คือ ต้นไม้ ต้นไม้ทุกต้นต้องใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโต ถ้าเริ่มต้นด้วยการฟูมฟักอย่างดี หมั่น รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย ต้นไม้ก็จะเติบโตสวยงาม เหมือนการปลูกต้นรักที่เริ่มต้นด้วยความรู้สึกดี ๆ แสดงน้ำใจต่อกัน เติมความสดชื่นด้วยการกอดหรือจับมือกันบ่อย ๆ ความรักก็จะมั่นคงแข็งแรง ที่สำคัญการปลูกต้นรักควรร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย หากทำแค่ฝ่ายเดียว ต้นรักต้องล้มลงสักวันแน่นอน
รัก คือ ว่าว การ ที่เราจะนำว่าวขึ้นสุ่ท้องฟ้าได้นั้นก็ต้องใช้ความพยายามมากพอสมควร เมื่อปล่อยขึ้นไปแล้วก็ไม่ควรให้สายป่านยาวมากนัก เพราะอาจโดนลมกรรโชกใส่จนสายป่านขาด และว่าวก็หลุดลอยไป เหมือนกับความรัก ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประคองกันให้ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง และต้องรักษาระยะห่างไว้ไม่ให้มากเกินไปด้วย เพราะรักแท้อาจแพ้ระยะทาง แพ้ใกล้ชิด (ซะงั้นหล่ะ) ควรเผื่อใจไว้บ้างงิ
รัก คือ อากาศ ความ รักถือเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกับอากาศที่เราต้องใช้หายใจเข้า - ออก เพราะความรักมีอนุภาพ ทำให้คนเราอยากมีชีวิตต่อไป เพื่อคนที่เรารัก และในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ความรักต้องการช่องว่างระหว่างกันบ้าง เพื่อให้อากาศได้พัดผ่านไปได้ ถ้ามีความรักแบบที่ต้องเกาะติดกันตลอดเวลา ไม่ได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์อื่น ๆ กับตัวเองเลย แสดงว่าใช้ความรักอย่างผิด ๆ และไม่มีทางที่ความรักนั้นจะยืนยาว
รัก คือ หนังสือ การ อ่านหนังสือไปทีละหน้าทีละบท ก็เหมือนกับการศึกษาใจกันไปทีละขั้นตอน บางอารมณ์บางนิสัยก็เข้าใจง่าย บางครั้งก็เข้าใจยาก เวลาเท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ ซึ่งสาว ๆ ไม่ควรทำตัวเป็นหนังสือที่อ่านง่าย หรือใจง่ายเกินไป เพราะหนุ่ม ๆ อ่านจบและเบื่อในเวลาอันรวดเร็ว ทางที่ดีความรักควรจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ มีภาคต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดมากกว่า
รัก คือ ยา ความ รักเหมือนยาตรงที่ สามารถทำให้คนที่อ่อนแอกลับมาแข็งแรงได้ใหม่ และในขณะเดียวกัน ความรักก็อาจกลายเป็นยาพิษได้ ถ้าใช้ความรักแบบผิด ๆ หรือเกินขนาด เช่น การชิงสุกก่อนห่าม การมีรักสามเศร้า การหึงหวงจนเกินเหตุ ซึ่งถ้ายิ่งกินยานั้นก็จะยิ่งเหนื่อยล้าและทุกข์ทรมาน ดังนั้นเพื่อน ๆ ควรใช้ความรักเป็นยารักษาโรคหรือยาชูกำลังให้จิตใจกระชุ่มกระชวยดีกว่า (กินแย้วหลับสบายไปเลย คิคิ)
รัก คือ บอลลูน เวลาที่มีความรักอยู่ในใจของทุกคน จะทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจพองโต คล้าย บอลลูนอยู่ในนั้น ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่แอบรักใครซักคน ถ้าสะสมความรู้สึกไว้มาก ๆ ก็จะเหมือนสูบลมเข้าไปจนเต็ม เป็นผลทำให้รู้สึกอึดอัด และหายใจไม่ออก ซึ่งตามสัญชาตญาณแล้วหล่ะก็ เมื่อเรารักใครจึงต้องแสดงออกไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งให้อีกฝ่านหนึ่งรู้ ถ้ามีโอกาสก็ควรสารภาพรักซะเลย >////< แต่ต้องกล้าที่จะยอมรับผลที่ตามมาด้วยนะ ว่าจะ Happy or Sad
รัก คือ กาแฟ กาแฟจะอร่อยก็ตอนที่กำลังอุ่นได้ที่ ไม่ ร้อนเกินไปจนทำให้ปากพอง และไม่เย็นชืดเกินไปจนเหมือนดื่มน้ำล้างถ้วย ความรักก็เช่นเดียวกัน ที่ควรรักษาความอบอุ่นแต่พอดี ดูแลกันตามสมควร เดิมความโรแมนติก ให้ของขวัญกันตามเทศกาลสำคัญ เช่น วันเกิด วันวาเลนไทน์ วันปีใหม่ ฯลฯ และบอกรักกันบ้างพอชื่นใจก็พอ แต่ไม่ใช่โรแมนติก หรือบอกรักจนฟุ่มเฟือยจนกลายเป็นความเคยชิน และเบื่อที่จะได้ยินในที่สุด
รัก คือ ดอกไม้ ความ รักนั้นมีความหมาย เฉพาะในใจคนที่ผูกพัน คือคนที่ชอบดอกไม้ชนิดไหน ก็จะมองว่ามันสวย และคนที่เห็นค่าของเราก็ต้องเป็นคนที่รักเราเท่านั้น ไม่สามารถบังคับความรู้สึกของใครให้รักหรือชอบเราได้เหมือนคนที่รักเราด้วย ตัวของเค้าเอง อีกทั้งรักก็เหมือนดอกไม้ที่มีหลายชนิดแตกต่างกันไป อยู่ที่ใครจะเลือกรักหรือเลือกชอบดอกไม้ชนิดไหนนั่นเอง

กลอนอกหัก

อยากหยุดเวลา ไว้ตรงนี้


อยากหยุดเวลา ไว้ตรงนี้
ไม่อยากให้ 1 นาทีข้างหน้า มาถึง
เร็วเกินกว่า จะหาวิธีใด มาฉุดดึง
ไม่พอจะเอ่ย คำลึกซึ้ง ได้หมดใจ
ขอเวลา ให้ฉันบ้าง
อย่ารีบผลัก ความอ้างว้างมาให้
อย่าคิดง่าย ๆ ..แค่จากไป..
..คิดยาก ๆ บ้างได้ไหม..
คิดถึงสภาพฉันที่ไม่เหลือใคร.....แม้แต่เธอ.....


เธอคงไม่มีวันกลับมา
เธอคงไม่มีวันกลับมา
จึงปล่อยฉันให้อ่อนล้าอยู่ตรงนี้
เจ็บปวดกับน้ำตาที่มี
ให้ฉันพร่ำเพ้อทุกนาทีโดยไม่เหลือใคร
แต่อยากให้เธอรู้นะคนดี
ว่าฉันคนนี้ยังคงรักเธอมากแค่ไหน
แม้ในวินาทีนี้ที่เธอคิดถึงใคร
แต่หนึ่งลมหายใจยังมีอยู่ต่อไปเพื่อคิดถึงเธอ

 

เพื่อนกันตลอดไป

เพื่อนช่วยเพื่อนตลอดไปได้เสมอ
เพื่อนจะเผลอเพื่อนจะพลาดซักแค่ไหน 
   ความเป็นมิตรยังติดอยู่คู่แรงใจ          
ให้ก้าวไปในสิ่งที่ต้องการ
เพื่อนจะทุกข์เสียน้ำตาและร้องไห้
ความห่วงใยที่มีนั้นยังคอยสาน
ประกอบใจของเพื่อนนี้ที่ร้าวราน
พาพ้นผ่านความทุกข์ช้ำที่ค้ำใจ
แม้เวลาเนิ่นนานผ่านจากนี้
แต่สิ่งดีจะยังอยู่ไม่หวั่นไหว
ถึงเวลาจะผ่านนานเท่าไร
แต่จิตใจมีเพื่อนตลอดมา
จะไม่ลืมเพื่อนคนนี้ชั่วชีวิต
อยู่เป็นมิตรคอยดูแลและรักษา
ให้ความรักคงอยู่ตลอดเวลา
มิตรภาพจะล้ำค่าตลอดไป